บทความทั้งหมด

วิตามินอี: แหล่งอาหาร วิธีอ่านฉลาก และข้อเท็จจริงเรื่องผิวกับแผลเป็น

รู้จักวิตามินอีและแหล่งอาหาร อ่านหน่วยมิลลิกรัมกับ IU ให้ตรงรูปแบบ แยกการกินจากการทาผิว พร้อมหลักฐานเรื่องแผลเป็นและข้อควรระวังก่อนกินเสริม

วิตามินอี: สารต้านอนุมูลอิสระเพื่อผิวอ่อนเยาว์

วิตามินอีมักถูกพูดถึงพร้อมคำว่า “ผิวอ่อนเยาว์” จนดูเหมือนการกินเพิ่มหรือทาลงบนรอยแผลเป็นเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การได้รับสารอาหารเพียงพอ การใช้ครีมบำรุง และการรักษาแผลเป็นต้องอาศัยข้อมูลคนละแบบ คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ยังไม่ได้บอกว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะให้ผลตามคำโฆษณา

ถ้าต้องการดูแลโภชนาการ ให้เริ่มจากอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ ถ้ากังวลเรื่องผิวหรือแผลเป็น ให้ดูปัญหาและวิธีใช้ที่ตรงเรื่องก่อน ไม่ควรเริ่มด้วยการเพิ่มขนาดวิตามินอีหรือเจาะแคปซูลมาทาผิวตามกัน โดยยังไม่รู้ว่าหวังผลอะไรและมีหลักฐานแบบไหนรองรับ

บทความนี้จะเชื่อมหน้าที่ของวิตามินอีกับการตัดสินใจในชีวิตจริง ตั้งแต่เลือกถั่ว เมล็ดพืช และอาหารอื่น ๆ ไปจนถึงอ่านหน่วยมิลลิกรัมกับ IU ที่ต้องดูรูปแบบสารร่วมด้วย รวมทั้งตอบคำถามเรื่องแผลเป็นจากงานวิจัยจริง เพื่อให้แยกได้ว่าส่วนไหนเป็นความต้องการสารอาหาร ส่วนไหนเป็นข้ออ้างเรื่องผลิตภัณฑ์ และเมื่อไรควรนำฉลากไปทบทวนกับผู้ดูแลรักษา

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่หน้าที่ในเซลล์ไม่ใช่ผลลัพธ์จากอาหารเสริม

วิตามินอีเป็นชื่อรวมของสารกลุ่มที่ละลายในไขมัน แบ่งเป็นโทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล รูปแบบที่ใช้พิจารณาความต้องการวิตามินอีของมนุษย์คือ อัลฟา-โทโคฟีรอล หรือ alpha-tocopherol เพราะร่างกายมีระบบรักษาระดับรูปแบบนี้ไว้โดยเฉพาะ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นรูปแบบที่มีมากที่สุดในอาหารทุกชนิด หรือว่าผลิตภัณฑ์ที่เน้นชื่อรูปแบบอื่นจะให้ผลต่อสุขภาพดีกว่าโดยอัตโนมัติ

หน้าที่ที่รู้จักกันดีคือช่วยป้องกันไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์จากการถูกออกซิไดซ์ ลองนึกถึงเยื่อหุ้มเซลล์เป็นขอบเขตที่ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ตามปกติ ปฏิกิริยาออกซิเดชันบางชนิดอาจทำลายส่วนประกอบนี้ได้ วิตามินอีเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยจำกัดความเสียหายดังกล่าว

คำว่า สารต้านอนุมูลอิสระ อธิบายบทบาทในปฏิกิริยา ไม่ใช่คะแนนความแข็งแรงหรือความอ่อนเยาว์ที่ยิ่งสูงยิ่งดี ร่างกายยังใช้สารที่เกี่ยวข้องกับออกซิเดชันในการส่งสัญญาณตามปกติด้วย จึงไม่ควรคิดว่าต้องกำจัดอนุมูลอิสระทั้งหมด หรือว่าการเติมสารต้านอนุมูลอิสระหลายขวดจะช่วยป้องกันโรคได้มากขึ้นเสมอ NIH ODS อธิบายรูปแบบและหน้าที่ของวิตามินอี โดยแยกคำอธิบายระดับเซลล์ออกจากผลของงานทดลองในคน

ทำไมหน้าที่ที่มีประโยชน์จึงยังไม่ใช่เหตุให้กินเพิ่ม

การบอกว่าเซลล์ต้องใช้วิตามินอี ตอบคำถามว่า “ทำไมเราจึงต้องได้รับสารอาหารนี้” ส่วนการบอกว่าเม็ดวิตามินอีช่วยป้องกันโรค ตอบอีกคำถามหนึ่งว่า “เมื่อคนกลุ่มหนึ่งกินผลิตภัณฑ์เพิ่มแล้ว เกิดผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบหรือไม่” คำถามหลังต้องดูงานวิจัยที่ตรงกับคน รูปแบบ ปริมาณ และผลลัพธ์ที่สนใจ ไม่สามารถข้ามจากกลไกไปเป็นคำแนะนำซื้อได้ทันที

ตัวอย่างคือคำแนะนำปี 2022 ของคณะทำงานเวชบริการป้องกันสหรัฐฯ หรือ USPSTF ที่ไม่แนะนำให้ใช้อาหารเสริมวิตามินอีเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมะเร็งในผู้ใหญ่ทั่วไปที่อาศัยในชุมชนและไม่ตั้งครรภ์ ขอบเขตนี้ไม่ได้รวมการรักษาภาวะขาดสารอาหารที่ทราบอยู่แล้ว หรือผู้ป่วยบางกลุ่มที่ต้องมีแผนเฉพาะ จึงไม่ใช่คำสั่งให้ทุกคนเลิกการรักษาที่แพทย์จัดให้ คำแนะนำและขอบเขตประชากรของ USPSTF

ในทำนองเดียวกัน วิตามินอีมีส่วนในระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ แต่ยังต้องแยกจากคำสัญญาว่าการกินเพิ่มจะทำให้ไม่ติดเชื้อ บำรุงสมอง ปรับฮอร์โมน หรือทำให้ผิวดูเด็กลง การได้ยินชื่อหน้าที่อย่างเดียวจึงยังไม่พอสำหรับเลือกผลิตภัณฑ์ ควรถามต่อว่าเรากำลังแก้ปัญหาการได้รับไม่พอ หรือกำลังหวังผลอีกเรื่องที่ต้องมีหลักฐานเฉพาะ

เลือกอาหารที่มีวิตามินอีโดยไม่ต้องเพิ่มน้ำมันเป็นพิเศษ

ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันพืชเป็นแหล่งวิตามินอีที่นำมาจัดในมื้ออาหารได้ ผักใบเขียวและอาหารที่เติมวิตามินอีในกระบวนการผลิตบางชนิดก็มีส่วนช่วย แต่ปริมาณและรูปแบบวิตามินอีไม่เท่ากันทั้งหมด การกินหลากหลายจึงมีประโยชน์กว่าการมองหาอาหารเพียงชนิดเดียวที่เชื่อว่า “บำรุงผิวดีที่สุด”

แหล่งอาหาร

วิธีนำมาพิจารณาในมื้อประจำ

ข้อสังเกต

ถั่วและเมล็ดพืช

อัลมอนด์ ถั่วลิสง หรือเมล็ดทานตะวัน เป็นอาหารว่างหรือส่วนหนึ่งของมื้อ

เลือกชนิดที่กินได้และปริมาณที่เหมาะกับมื้อ หากแพ้ไม่ต้องฝืนกินเพื่อวิตามินอี

น้ำมันพืช

น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน

ชนิดและปริมาณมีผลต่อวิตามินอีที่ได้รับ ไม่ใช่เหตุให้เติมน้ำมันเพิ่มทุกจาน

ผักและผลไม้บางชนิด

บรอกโคลี ผักใบเขียว หรือมะม่วงเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลากหลาย

มีส่วนช่วย แต่ไม่ถือว่าทุกชนิดเป็นแหล่งเข้มข้นเท่าถั่ว เมล็ดพืช หรือน้ำมัน

อาหารที่เติมวิตามินอี

ซีเรียลหรือผลิตภัณฑ์ที่ฉลากระบุการเสริม

อ่านปริมาณต่อหน่วยบริโภคของผลิตภัณฑ์จริง ไม่อนุมานจากชื่อหมวดอาหาร

ตัวอย่างแหล่งอาหารอ้างอิงจากข้อมูลวิตามินอีของ NIH ODS ตารางนี้ไม่ได้คำนวณว่าส่วนผสมใดทำให้ได้รับครบในหนึ่งวัน และไม่ได้บอกว่าอาหารทุกชนิดในแถวเดียวกันใช้แทนกันได้เท่ากัน ต้องดูส่วนที่กินจริงและข้อมูลของอาหารนั้นประกอบ

ปรับสิ่งที่กินอยู่แล้วก่อนหาเมนูพิเศษ

หากมื้อเช้ามีโยเกิร์ตหรือข้าวโอ๊ตอยู่แล้ว อาจเพิ่มถั่วหรือเมล็ดพืชที่กินได้เป็นส่วนประกอบ หากชอบกินผักเป็นกับข้าวอยู่แล้ว ก็สลับชนิดและดูว่ามื้ออื่นมีแหล่งวิตามินอีอะไรบ้าง นี่เป็นแนวคิดจัดอาหาร ไม่ใช่สูตรที่คำนวณสารอาหารครบถ้วนหรือรับรองผลต่อริ้วรอย

อาหารที่ไม่เห็นว่าเป็นแหล่งวิตามินอีเด่นก็อาจมีส่วนช่วยเมื่อกินเป็นประจำ เช่น น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร การประเมินอาหารจึงไม่ควรมองเฉพาะของว่างถั่วแล้วสรุปว่าวันที่ไม่ได้กินถั่วแปลว่าไม่ได้รับวิตามินอีเลย ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันในอาหารปรุงสำเร็จอาจประเมินยาก ไม่ควรใส่ตัวเลขที่แน่นอนเกินข้อมูลที่มี

วิตามินละลายในไขมัน ไม่ได้หมายถึงต้องกินไขมันเพิ่มมาก ๆ

การย่อยและดูดซึมวิตามินอีเกี่ยวข้องกับไขมันและระบบย่อยอาหาร แต่คนที่กินมื้ออาหารปกติไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมันหรือทำอาหารมันขึ้นเพื่อให้ได้วิตามินอี น้ำมันให้พลังงานด้วย การเลือกชนิดและปริมาณจึงต้องเข้ากับอาหารโดยรวม ไม่แยกมองเฉพาะสารอาหารตัวเดียว

ถ้ามีโรคที่ทำให้ดูดซึมไขมันผิดปกติ การเพิ่มอาหารมันเองอาจไม่แก้สาเหตุ ควรประเมินกับผู้ดูแลรักษาว่าต้องปรับอาหาร รูปแบบสารอาหาร หรือการรักษาอย่างไร ส่วนคนที่กินอาหารจำกัดมาก อาจเริ่มจากบันทึกสิ่งที่กินและเหตุผลที่หลีกเลี่ยงแต่ละอย่าง แล้วค่อยทบทวนทางเลือกที่ทำได้จริง การซื้อเม็ดเพิ่มโดยยังไม่รู้ช่องว่างทางอาหารอาจทำให้ได้วิตามินอีซ้ำโดยไม่ช่วยให้มื้ออาหารหลากหลายขึ้น

ปริมาณอ้างอิงสำหรับคนไทยและหน่วยบนฉลากที่ต้องแยก

เอกสารสารอาหารอ้างอิงสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ระบุปริมาณวิตามินอีอ้างอิงของผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 19 ปีไว้ดังนี้

กลุ่มผู้ใหญ่

ปริมาณอ้างอิงต่อวัน

ผู้ชาย

13 มิลลิกรัมอัลฟา-โทโคฟีรอลเทียบเท่า

ผู้หญิง

11 มิลลิกรัมอัลฟา-โทโคฟีรอลเทียบเท่า

คำว่า อัลฟา-โทโคฟีรอลเทียบเท่า หรือ alpha-tocopherol equivalent ใช้บอกปริมาณโดยคำนึงถึงรูปแบบของวิตามินอี โดยหนึ่งหน่วยเทียบเท่ากับ RRR-alpha-tocopherol 1 มิลลิกรัม จึงไม่ใช่การนำน้ำหนักของสารทุกชนิดที่ชื่อวิตามินอีมารวมกันโดยไม่ดูรูปแบบ

ตัวเลขในตารางเป็นปริมาณอ้างอิงทางโภชนาการ ไม่ใช่ขนาดแคปซูลที่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ใช่ขนาดรักษาภาวะขาด และไม่ใช่ปริมาณที่พิสูจน์ว่าช่วยให้ผิวดูเด็กลง ค่า 15 มิลลิกรัมที่อาจพบในข้อมูลต่างประเทศเป็นค่าอ้างอิงของสหรัฐฯ สำหรับผู้ใหญ่ ไม่ควรนำมาเรียกว่าเป็นค่าของไทยโดยไม่บอกที่มา

ฉลากเขียน IU ต้องรู้รูปแบบก่อนแปลง

IU เป็นหน่วยที่อิงฤทธิ์ทางชีวภาพ ความสัมพันธ์กับมิลลิกรัมของวิตามินอีจึงขึ้นกับรูปแบบสาร ฉลากอาจใช้คำว่า d-alpha หรือ RRR-alpha สำหรับรูปแบบจากธรรมชาติ และ dl-alpha หรือ all-rac-alpha สำหรับรูปแบบสังเคราะห์ การแปลง IU เป็นมิลลิกรัมอัลฟา-โทโคฟีรอลตามข้อมูลหน่วยของ NIH ODS เป็นดังนี้

ตัวอย่างสมมติที่ทราบรูปแบบแล้ว

ปริมาณเมื่อแปลงจาก 100 IU

รูปแบบจากธรรมชาติ ใช้ 0.67 มิลลิกรัมต่อ IU

100 × 0.67 = 67 มิลลิกรัมอัลฟา-โทโคฟีรอล

รูปแบบสังเคราะห์ ใช้ 0.45 มิลลิกรัมต่อ IU

100 × 0.45 = 45 มิลลิกรัมอัลฟา-โทโคฟีรอล

ตัวอย่างนี้แสดงว่า “100 IU” อย่างเดียวไม่พอสำหรับบอกมิลลิกรัม ไม่ได้แนะนำให้กินขนาดนี้ และไม่ได้สรุปว่ารูปแบบธรรมชาติมีผลป้องกันโรคหรือปลอดภัยกว่าทุกรูปแบบ ค่าที่แปลงนี้ใช้รายงานวิตามินอีตามฤทธิ์ ไม่ใช่สูตรหาน้ำหนักสารเคมีทั้งหมดในเม็ด

ถ้าฉลากระบุเป็นมิลลิกรัมของวิตามินอีไว้แล้ว อย่าแปลงซ้ำเหมือนยังเป็น IU และถ้าเขียนชื่อสารผสมหรือน้ำหนักเอสเทอร์โดยไม่ชัดว่าให้วิตามินอีเทียบเท่าเท่าไร ควรให้เภสัชกรตรวจข้อมูลเต็ม ไม่เดาจากตัวเลขด้านหน้าขวด

ดูหน่วยบริโภคและยอดซ้ำก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อว่าปริมาณที่ระบุเป็นต่อหนึ่งเม็ด สองเม็ด หรือหนึ่งหน่วยบริโภค แล้วคูณตามจำนวนที่ใช้จริงต่อวัน วิตามินรวมและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดกินอาจมีวิตามินอีอยู่แล้ว การนำเฉพาะขวดที่เขียนชื่อวิตามินอีมานับจึงอาจตกหล่น ส่วนครีมทาผิวต้องแยกการประเมินตามวิธีใช้ ไม่เอาน้ำหนักครีมมาบวกเป็นปริมาณที่กิน

เอกสารไทยฉบับเดียวกันระบุขีดจำกัดสูงสุดของผู้ใหญ่ไว้ที่ 300 มิลลิกรัมต่อวัน ในบริบทวิตามินอีจากผลิตภัณฑ์เสริมรูปแบบต่าง ๆ ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่เป้าหมายให้กินถึงหรือการรับรองว่าต่ำกว่านั้นไม่มีอันตราย โดยเฉพาะเมื่อมียาที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด การเทียบฉลากกับเกณฑ์ใดต้องทราบรูปแบบและวิธีรายงานปริมาณให้ถูกก่อน ไม่ใช้ตัวเลขสูงสุดเป็นเหตุให้ซื้อเพิ่ม

กินวิตามินอี ทาครีม หรือเจาะแคปซูล ใช้แทนกันไม่ได้

คำว่า “วิตามินอีบำรุงผิว” อาจหมายถึงการได้รับสารอาหารจากอาหาร การกินผลิตภัณฑ์เสริม หรือการใช้เครื่องสำอางที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ การประเมินประโยชน์ต้องดูว่าวิธีใด สูตรใด และปัญหาอะไร ผลจากการใช้ครีมสูตรหนึ่งไม่ใช่หลักฐานว่ากินวิตามินอีแล้วจะได้ผลเหมือนกัน และบทบาทในเยื่อหุ้มเซลล์ก็ยังไม่รับรองผลต่อรอยแผลเป็น

ถ้าปัญหาคือผิวแห้ง ต้องประเมินการดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิว หากปัญหาคือรอยหลังสิวหรือแผลเป็น ต้องแยกให้ได้ว่ากำลังรักษาสิ่งใด ไม่ใช้คำว่าบำรุงผิวครอบทุกปัญหาแล้วเพิ่มวิตามินอีทั้งกินและทาไปพร้อมกัน เพราะจะยิ่งประเมินยากว่าการเปลี่ยนแปลงหรืออาการระคายเคืองเกิดจากอะไร

หลักฐานเรื่องทาวิตามินอีที่แผลเป็นบอกอะไร

งานทดลองขนาดเล็กของ Baumann และ Spencer ปี 1999 ศึกษาผู้ป่วย 15 คนหลังผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออก โดยแบ่งบริเวณแผลเป็นเพื่อเปรียบเทียบขี้ผึ้งให้ความชุ่มชื้นกับขี้ผึ้งชนิดเดียวกันที่เติมวิตามินอี ผู้ป่วยทาวันละสองครั้งเป็นเวลาสี่สัปดาห์ และมีการประเมินถึงสัปดาห์ที่ 12 ผลไม่พบว่าการเติมวิตามินอีช่วยให้ลักษณะแผลเป็นดีขึ้น และมีรายงานผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสในผู้เข้าร่วมบางคน บทคัดย่องานทดลองต้นฉบับ

นี่เป็นงานในผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะและมีขนาดเล็ก ไม่ได้พิสูจน์ว่าครีมทุกสูตรที่มีวิตามินอีให้ผลเหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นเหตุผลตรงประเด็นที่ไม่ควรรับรองว่าแค่นำวิตามินอีมาทาแผลเป็นทุกคืนแล้วรอยจะจางลง การที่ผิวรู้สึกลื่นหรือชุ่มขึ้นหลังทา ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกับการลดแผลเป็น

ควรเจาะแคปซูลหรือผสมมาสก์เองหรือไม่

แคปซูลที่ฉลากระบุสำหรับรับประทานไม่ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเพียงเพราะข้างในเป็นน้ำมัน การเจาะแล้วผสมมอยส์เจอไรเซอร์ น้ำผึ้ง หรืออาหารอื่นเป็นมาสก์ ไม่ได้มีผลรับรองจากบทบาทของวิตามินอีในร่างกาย และไม่ใช่วิธีที่ใช้ในงานทดลองข้างต้น จึงไม่ควรใช้สูตรเหล่านี้เป็นคำแนะนำรักษาแผล แผลเป็น หรือรอยสิว

หากใช้ผลิตภัณฑ์ทาแล้วเกิดผื่นแดง คัน หรือแสบ ให้หยุดผลิตภัณฑ์นั้นและขอคำแนะนำเมื่ออาการเป็นมากหรือไม่ดีขึ้น อย่าฝืนทาต่อเพราะคิดว่าสารอาหารจากธรรมชาติทำให้แพ้ไม่ได้ สำหรับแผลหลังผ่าตัด ให้ทำตามคำแนะนำของทีมรักษา ไม่เติมผลิตภัณฑ์เองลงบนแผล

ดูแลแผลและผิวให้ตรงปัญหา

แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ หรือ AAD สำหรับแผลถลอกหรือแผลบาดเล็กน้อย เน้นทำความสะอาด รักษาความชุ่มชื้นของแผลด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะ เช่น ปิโตรเลียมเจลลี และปิดแผล ส่วนการป้องกันแดดใช้เมื่อแผลหายแล้ว หากแผลลึก เจ็บมาก หรือติดเชื้อ ควรรับการรักษาทันที ไม่ใช้วิตามินอีแทนการประเมิน คำแนะนำดูแลแผลเพื่อลดรอยแผลเป็นของ AAD

เมื่อกังวลเรื่องแผลเป็นที่นูน บุ๋ม หรือรบกวนชีวิต ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเรื่องทางเลือกที่ตรงกับลักษณะรอย การกินวิตามินอีเพิ่มหรือเปลี่ยนสูตรทาเองไม่ได้ตอบคำถามว่ารอยชนิดนั้นควรดูแลอย่างไร และไม่ควรใช้แทนการป้องกันแดดหรือการรักษาที่จำเป็น

ใครควรทบทวนความจำเป็นและยาที่ใช้ก่อนเสริมวิตามินอี

ภาวะขาดวิตามินอีที่แสดงอาการชัดเจนพบไม่บ่อยในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี แต่คนที่มีปัญหาดูดซึมไขมันหรือโรคพันธุกรรมบางชนิดอาจต้องได้รับการประเมินและรักษาเฉพาะ การกินอาหารได้ไม่หลากหลายก็เป็นเหตุให้ทบทวนโภชนาการ ส่วนอาการผิวแห้ง เหนื่อย หรือรู้สึกว่าผิวดูหมองเพียงอย่างเดียว ไม่ได้บอกว่าขาดวิตามินอีและควรเพิ่มขนาด

อาการทางระบบประสาท เช่น เดินเซหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจพบในภาวะขาดที่รุนแรงได้ แต่ก็มีสาเหตุอื่นอีกมาก หากมีอาการควรหาสาเหตุกับแพทย์ ไม่ใช้รายการอาการเป็นแบบทดสอบแล้วซื้อวิตามินรักษาเอง และไม่จำเป็นต้องเริ่มตรวจระดับวิตามินอีเป็นกิจวัตรเพียงเพราะอยากบำรุงผิว NIH ODS เรื่องภาวะขาดและกลุ่มเสี่ยง

ยาที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดเป็นข้อมูลสำคัญก่อนซื้อ

วิตามินอีขนาดสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน หรือยาต้านเกล็ดเลือด ยาสองกลุ่มนี้ทำงานต่างกัน จึงไม่ควรเรียกรวมอย่างคลุมเครือว่าเป็นยาละลายลิ่มเลือดแล้วประเมินการใช้เอง

หากใช้ยากลุ่มดังกล่าว ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจฉลากวิตามินรวมและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดก่อนเริ่มเพิ่ม ไม่ถือว่าขนาดต่ำกว่าตัวเลขหนึ่งปลอดภัยแน่นอน และไม่หยุดยาที่แพทย์สั่งเพื่อจะกินอาหารเสริม วิตามินอีไม่ได้เป็นวิธีปรับเลือดให้ไหลเวียนดีที่ใช้แทนยาหรือการติดตามการรักษาได้

ผู้ที่กำลังเตรียมผ่าตัด หรือรับการรักษามะเร็ง ควรแจ้งทีมรักษาด้วยว่ากินวิตามินอีหรือสารต้านอนุมูลอิสระอะไรอยู่ การตัดสินใจใช้ต่อหรือปรับควรอิงการรักษาจริง ไม่ใช้ตารางหยุดล่วงหน้าจำนวนวันเดียวกับทุกคน และไม่หยุดการรักษาหลักเองเพื่อรักษาวิตามินไว้

ตัวอย่างที่แสดงว่าปริมาณสูงไม่ได้รับรองประโยชน์

งานทดลอง SELECT ที่รายงานผลติดตามเพิ่มเติมในปี 2011 สุ่มผู้ชาย 35,533 คนเข้ากลุ่มศึกษา และวิเคราะห์หลักใน 34,887 คน หนึ่งในกลุ่มได้รับวิตามินอีชนิด all-rac-alpha-tocopheryl acetate ขนาด 400 IU ต่อวัน ผลติดตามพบการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มวิตามินอีเดี่ยวเมื่อเทียบกับยาหลอก งานทดลองต้นฉบับของ Klein และคณะ

ผลนี้เกี่ยวข้องกับประชากร รูปแบบ และขนาดที่ศึกษา ไม่ได้บอกว่าอาหารที่มีวิตามินอีทำให้เกิดมะเร็ง หรือว่าผู้หญิงและผู้ป่วยทุกกลุ่มมีความเสี่ยงเท่ากัน แต่ชี้ว่าการเติมสารต้านอนุมูลอิสระในรูปเม็ดไม่ได้รับรองผลดี และไม่ควรใช้ขนาดในงานวิจัยเป็นขนาดที่แนะนำหรือเป็นเส้นแบ่งว่าต่ำกว่านั้นปลอดภัย

เตรียมข้อมูลให้การทบทวนผลิตภัณฑ์ตอบคำถามได้จริง

นำฉลากที่เห็นชื่อสาร ปริมาณ หน่วย และคำแนะนำการใช้ครบ พร้อมรายการยาประจำและเหตุผลที่อยากเสริม เช่น กินอาหารจำกัด อยากดูแลผิว หรือมีภาวะขาดที่วินิจฉัยแล้ว หากกำลังกินหลายอย่าง ให้บอกความถี่จริงด้วย ไม่ใช่เพียงจำนวนขวดที่มี

ถ้ามีเลือดออกผิดปกติหรือช้ำง่ายขึ้น ควรขอการประเมินและแจ้งผลิตภัณฑ์ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หากเลือดออกมากหรือไม่หยุด ให้รับการรักษาเร่งด่วน ไม่รอดูว่าลดอาหารเสริมแล้วจะดีขึ้นหรือใช้วิตามินชนิดอื่นแก้เอง อาการดังกล่าวต้องหาสาเหตุ ไม่ได้ยืนยันว่าเกิดจากวิตามินอีเพียงอย่างเดียว

เริ่มจากสิ่งที่ต้องการแก้ แล้วเลือกวิธีดูแลให้ตรงเรื่อง

ถ้าเป้าหมายคือได้รับวิตามินอีเพียงพอ ให้เริ่มจากอาหารประจำและดูว่ามีถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ผัก และอาหารที่เติมวิตามินอีอยู่แล้วอย่างไร การปรับอาหารควรเข้ากับสิ่งที่กินได้และพลังงานโดยรวม ไม่เพิ่มน้ำมันหรือเปลี่ยนทุกมื้อเพื่อให้ได้วิตามินตัวเดียว

ถ้าเป้าหมายคือดูแลผิวหรือแผลเป็น ให้เลือกวิธีที่ตรงกับปัญหาและวิธีใช้จริง การมีวิตามินอีอยู่ในสูตรไม่ได้ตอบแทนข้อมูลของทั้งผลิตภัณฑ์ และผลของการกินใช้ยืนยันผลของการทาไม่ได้ สำหรับแผลผ่าตัดหรือแผลที่มีปัญหา ให้ยึดแผนของทีมรักษาก่อนสูตรที่บอกต่อกัน

ส่วนคนที่มีภาวะขาดสารอาหาร โรคดูดซึมผิดปกติ หรือใช้ยาที่ต้องระวัง ควรให้ผู้ดูแลรักษาช่วยกำหนดแผนที่เหมาะกับตนเอง ข้อจำกัดของการกินเสริมเพื่อความงามไม่ได้ลบความจำเป็นในการรักษาภาวะขาดที่มีข้อบ่งชี้

ก่อนซื้อเพิ่ม ลองตอบให้ได้สามอย่าง: ต้องการแก้เรื่องอะไร ผลิตภัณฑ์นี้ใช้ทางไหน และปริมาณที่ระบุหมายถึงรูปแบบใดต่อกี่หน่วยบริโภค ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้นำฉลากไปถามแทนการเลือกขนาดที่สูงกว่า เมื่อรู้คำถามและข้อมูลของตัวเองชัด การตัดสินใจว่าจะปรับอาหาร ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือขอคำแนะนำทางการแพทย์ก็จะตรงเรื่องมากขึ้น

แหล่งอ้างอิง